การส่งมอบรถยนต์คืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อในขณะที่ผู้เช่าซื้อยังมิได้ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ เป็นกรณีที่ต้องจำแนกออกจากการที่ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาและติดตามยึดรถคืนเนื่องจากผู้เช่าซื้อผิดสัญญา เพราะเหตุแห่งการสิ้นสุดของสัญญาทั้งสองกรณีย่อมก่อให้เกิดผลทางกฎหมายแตกต่างกัน
ในทางปฏิบัติ แม้ผู้เช่าซื้อจะส่งมอบรถคืนโดยไม่มีค่างวดค้างชำระ แต่ภายหลังผู้ให้เช่าซื้อนำรถออกขายแล้วได้ราคาไม่เพียงพอกับยอดค่าเช่าซื้อคงเหลือ ผู้เช่าซื้ออาจได้รับหนังสือทวงถามหรือถูกฟ้องให้ชำระเงินส่วนที่ขาด ซึ่งโดยทั่วไปเรียกว่า “ค่าขาดราคา”
อย่างไรก็ดี การที่ผู้ให้เช่าซื้อขายรถได้ราคาต่ำกว่ายอดค่าเช่าซื้อคงเหลือ มิได้ทำให้เกิดสิทธิเรียกค่าขาดราคาขึ้นโดยปริยาย หากแต่ต้องพิจารณาก่อนว่า สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงด้วยเหตุใด ผู้เช่าซื้อได้ประพฤติผิดสัญญาก่อนส่งมอบรถคืนหรือไม่ และมีมูลหนี้ค่าขาดราคาต่อกันตามกฎหมายหรือข้อสัญญาหรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1203/2565 ได้วางหลักเกี่ยวกับปัญหานี้ไว้อย่างชัดเจน และเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการพิจารณาความรับผิดของผู้เช่าซื้อในกรณีส่งมอบรถคืนโดยมิได้ผิดนัด
##สิทธิของผู้เช่าซื้อตามมาตรา 573
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 บัญญัติว่า
“ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ด้วยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง”
บทบัญญัติดังกล่าวให้สิทธิแก่ผู้เช่าซื้อที่จะเลิกสัญญาได้ก่อนชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วน โดยส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อกลับคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการส่งคืน
อย่างไรก็ตาม การจะถือว่าผู้เช่าซื้อใช้สิทธิตามมาตรา 573 ได้โดยชอบ จำต้องพิจารณาสถานะของสัญญาและหนี้ในเวลาส่งมอบรถคืนเป็นสำคัญ หากผู้เช่าซื้อได้ผิดนัดหรือประพฤติผิดสัญญาเสียก่อนแล้ว ความรับผิดย่อมต้องพิจารณาตามเหตุแห่งการผิดสัญญาและข้อสัญญาที่เกี่ยวข้อง
แต่หากผู้เช่าซื้อชำระหนี้ที่ถึงกำหนดครบถ้วน มิได้ประพฤติผิดสัญญา และส่งมอบรถคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อ สัญญาย่อมเลิกกันจากการใช้สิทธิตามมาตรา 573 มิใช่เลิกกันเพราะผู้เช่าซื้อผิดสัญญา
##แก่นแห่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1203/2565
ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวฟังได้ว่า จำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปส่งมอบคืนแก่โจทก์เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2561 โดยจำเลยได้ชำระค่าเช่าซื้องวดประจำวันที่ 20 ตุลาคม 2561 ไว้ล่วงหน้าแล้วตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2561
ในเวลาที่โจทก์รับรถยนต์คืน ไม่ปรากฏว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญาข้อใด หรือมีหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อที่ถึงกำหนดต้องชำระแก่โจทก์
ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า กรณีไม่อาจถือได้ว่าจำเลยบอกเลิกสัญญาตามข้อสัญญาที่โจทก์ยกขึ้นอ้างเพื่อเรียกค่าขาดราคา เนื่องจากการใช้สิทธิตามข้อสัญญาดังกล่าวต้องปรากฏว่า ผู้เช่าซื้อยังมีหนี้หรือเงินที่ต้องชำระตามสัญญาอยู่ในเวลาส่งมอบรถคืน
เมื่อจำเลยไม่มีหนี้ที่ต้องชำระและมิได้ประพฤติผิดสัญญา การส่งมอบรถคืนจึงเป็นการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 สัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันนับแต่วันที่โจทก์ได้รับมอบรถคืน
เมื่อการเลิกสัญญามิได้เกิดจากการผิดสัญญาของจำเลย และจำเลยไม่มีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญา
หลักสำคัญจากคำพิพากษานี้อาจสรุปได้ว่า
หากผู้เช่าซื้อส่งมอบรถคืนในขณะที่มิได้ผิดนัด มิได้ประพฤติผิดสัญญา และไม่มีหนี้ที่ถึงกำหนดต้องชำระ สัญญาย่อมเลิกกันตามมาตรา 573 ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่อาจเรียกค่าขาดราคาโดยอาศัยข้อสัญญาที่กำหนดความรับผิดจากการเลิกสัญญาหรือการผิดสัญญาได้
สาระของคำพิพากษาสามารถตรวจสอบได้จาก ศาลฎีกา: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1203/2565
##ลงลายมือชื่อยอมรับผิดค่าขาดราคาแล้ว จะมีผลเพียงใด
ในวันส่งมอบรถคืน ผู้ให้เช่าซื้ออาจจัดทำหนังสือแสดงเจตนาคืนรถหรือเอกสารรับมอบรถ โดยกำหนดข้อความว่า หากนำรถออกขายแล้วได้เงินไม่เพียงพอชำระยอดหนี้ ผู้เช่าซื้อยินยอมรับผิดชำระเงินส่วนที่ขาด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1203/2565 มิได้พิจารณาเพียงว่าจำเลยลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวหรือไม่ แต่พิจารณาลงไปถึงมูลแห่งหนี้ที่เอกสารนั้นกล่าวอ้าง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนังสือแสดงเจตนาคืนรถมิใช่สัญญาเช่าซื้อ หากเป็นเพียงหลักฐานการส่งมอบทรัพย์สินคืนและการรับรองว่า ผู้เช่าซื้อจะชำระส่วนที่ขาดหากผู้ให้เช่าซื้อนำรถออกขายแล้วได้เงินไม่เพียงพอชำระหนี้คงค้าง
แต่เมื่อสัญญาเลิกกันตามมาตรา 573 โดยผู้เช่าซื้อมิได้ผิดสัญญา และคู่สัญญาไม่มีมูลหนี้ค่าขาดราคาต่อกัน ข้อความในเอกสารดังกล่าวจึงเป็นการรับสภาพว่ามีหนี้อยู่ ทั้งที่ไม่มีหนี้นั้นอยู่จริง และไม่มีผลบังคับแก่กันได้
ดังนั้น ลายมือชื่อของผู้เช่าซื้อในเอกสารส่งมอบรถย่อมเป็นพยานหลักฐานสำคัญ แต่ยังมิใช่ข้อยุติว่าผู้เช่าซื้อต้องรับผิดเสมอไป ศาลจำต้องพิจารณาว่า
ในเวลาลงลายมือชื่อ ผู้เช่าซื้อมีหนี้ที่ถึงกำหนดชำระอยู่จริงหรือไม่ ผู้เช่าซื้อได้ประพฤติผิดสัญญาก่อนส่งมอบรถคืนหรือไม่ เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงหลักฐานการส่งมอบรถ หรือมีลักษณะเป็นสัญญาก่อหนี้ขึ้นใหม่ หนี้ตามเอกสารมีมูลหนี้เดิมรองรับและมีผลใช้บังคับได้เพียงใด
ผลทางกฎหมายของเอกสารแต่ละฉบับอาจแตกต่างกันตามข้อความในเอกสาร เจตนาของคู่สัญญา และพฤติการณ์แห่งกรณี จึงไม่อาจวินิจฉัยจากการมีลายมือชื่อเพียงประการเดียว
##ต้องพิจารณาสถานะหนี้ในวันที่รับมอบรถคืน
คำว่า “ไม่ค้างค่างวด” ต้องพิจารณาในวันที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับมอบรถคืน มิใช่พิจารณาแต่เพียงว่าผู้เช่าซื้อเคยชำระค่างวดครบถ้วนมาโดยตลอดหรือไม่
ข้อเท็จจริงที่ควรตรวจสอบ ได้แก่
ค่างวดที่ถึงกำหนดก่อนวันส่งมอบรถได้ชำระครบถ้วนแล้วหรือไม่ วันครบกำหนดชำระค่างวดถัดไปตรงกับวันใด ผู้ให้เช่าซื้อได้รับมอบรถคืนเมื่อใด มีเบี้ยปรับ ค่าติดตามทวงถาม หรือค่าใช้จ่ายอื่นที่ถึงกำหนดแล้วหรือไม่ ผู้เช่าซื้อเคยประพฤติผิดข้อสัญญาประการอื่นหรือไม่ ผู้ให้เช่าซื้อรับรถคืนโดยมีเงื่อนไขหรือสงวนสิทธิประการใดไว้หรือไม่
หากค่างวดถึงกำหนดชำระก่อนวันที่ส่งมอบรถคืน แม้จะล่วงเลยมาเพียงระยะเวลาสั้น ผู้ให้เช่าซื้ออาจกล่าวอ้างได้ว่าผู้เช่าซื้อตกเป็นผู้ผิดนัดก่อนสัญญาเลิกกันแล้ว วันครบกำหนดชำระและวันที่รับมอบรถจึงเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ต้องพิสูจน์ให้ชัดแจ้ง
##คืนรถโดยไม่ค้างค่างวดแล้ว จะถือว่าไม่มีหนี้เหลือทุกกรณีหรือไม่
แม้คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1203/2565 จะรับรองสิทธิของผู้เช่าซื้อตามมาตรา 573 แต่ไม่อาจตีความว่า การคืนรถโดยไม่ค้างค่างวดทำให้ผู้เช่าซื้อพ้นจากหนี้ทุกประเภทโดยสิ้นเชิง
ยังต้องพิจารณาว่า มีหนี้หรือค่าเสียหายอื่นซึ่งเกิดขึ้นโดยชอบหรือไม่ เช่น
ค่างวดหรือค่าใช้จ่ายที่ถึงกำหนดก่อนสัญญาเลิกกัน ค่าใช้จ่ายในการส่งมอบทรัพย์สินคืน ค่าเสียหายจากการใช้หรือการดูแลรถผิดไปจากปกติ ค่าเสียหายจากอุปกรณ์ประจำรถสูญหาย ค่าเสียหายอื่นที่ผู้ให้เช่าซื้อสามารถพิสูจน์มูลแห่งหนี้และจำนวนเงินได้
เมื่อถูกเรียกร้องให้ชำระเงิน ผู้เช่าซื้อจึงควรจำแนกเงินแต่ละรายการออกจากกันว่าเป็นค่าขาดราคา หนี้ที่ถึงกำหนดก่อนเลิกสัญญา หรือค่าเสียหายประเภทอื่น มิควรสรุปรวมว่าหนี้ภายหลังการคืนรถทุกประเภทเป็นหนี้ที่ไม่ต้องรับผิด
##แนวทางกำหนดประเด็นต่อสู้คดี
หากผู้ให้เช่าซื้อฟ้องเรียกค่าขาดราคา แนวทางต่อสู้คดีตามหลักแห่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1203/2565 ควรประกอบด้วยประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้
ประการแรก พิสูจน์ว่า ในวันที่ส่งมอบรถคืน ผู้เช่าซื้อได้ชำระหนี้ที่ถึงกำหนดครบถ้วน มิได้ตกเป็นผู้ผิดนัด และมิได้ประพฤติผิดสัญญา
ประการที่สอง พิสูจน์ว่า ผู้ให้เช่าซื้อได้รับมอบรถคืนไว้แล้ว สัญญาจึงเป็นอันเลิกกันจากการใช้สิทธิตามมาตรา 573 นับแต่วันรับมอบรถ มิใช่เลิกกันเพราะผู้เช่าซื้อผิดสัญญา
ประการที่สาม โต้แย้งมูลแห่งสิทธิของผู้ให้เช่าซื้อว่า เมื่อผู้เช่าซื้อมิได้ผิดสัญญา ผู้ให้เช่าซื้อย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามข้อสัญญาที่อาศัยเหตุแห่งการผิดสัญญา
ประการที่สี่ หากมีหนังสือยินยอมรับผิดค่าขาดราคา ต้องตรวจสอบว่าเอกสารนั้นเป็นเพียงหลักฐานการคืนรถ หรือเป็นนิติกรรมที่ก่อให้เกิดหนี้ขึ้นใหม่ และหนี้ดังกล่าวมีมูลแห่งหนี้รองรับหรือไม่
ประการที่ห้า ตรวจสอบวิธีคำนวณจำนวนเงินที่โจทก์เรียกร้อง ตลอดจนราคาและวิธีการจำหน่ายรถ ค่าใช้จ่ายที่นำมาหัก และหลักฐานแสดงความเสียหาย เพื่อโต้แย้งทั้งมูลหนี้และจำนวนหนี้
##พยานหลักฐานที่ควรรวบรวม
ผู้เช่าซื้อควรรวบรวมเอกสารและหลักฐาน ดังต่อไปนี้
สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันทุกหน้า ตารางกำหนดชำระค่าเช่าซื้อ ใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานการชำระค่างวด รายการเดินบัญชีซึ่งแสดงวันและเวลาชำระเงิน หนังสือหรือข้อความติดต่อขอส่งมอบรถคืน ใบรับมอบรถและเอกสารที่ลงลายมือชื่อในวันส่งมอบรถ ภาพถ่ายหรือวิดีโอแสดงสภาพรถขณะส่งมอบ หนังสือแจ้งผลการขายรถ รายละเอียดการคำนวณค่าขาดราคาของผู้ให้เช่าซื้อ หนังสือทวงถาม คำฟ้อง หมายเรียก และเอกสารท้ายคำฟ้อง
พยานหลักฐานที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่ หลักฐานการชำระเงินงวดสุดท้ายก่อนคืนรถ หลักฐานแสดงวันรับมอบรถ และเอกสารซึ่งแสดงเงื่อนไขที่คู่สัญญาตกลงกันในวันส่งมอบรถ
เมื่อได้รับหมายศาล ควรดำเนินการอย่างไร
แม้ข้อเท็จจริงของผู้เช่าซื้ออาจสอดคล้องกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1203/2565 แต่ศาลย่อมวินิจฉัยคดีจากพยานหลักฐานในสำนวน มิใช่วินิจฉัยจากเลขคำพิพากษาศาลฎีกาเพียงอย่างเดียว
ผู้เช่าซื้อจึงควรไปศาลตามกำหนดนัด ตรวจสอบคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้อง ตลอดจนยื่นคำให้การต่อสู้ทั้งในประเด็นมูลแห่งหนี้ เหตุแห่งการเลิกสัญญา และจำนวนเงินที่โจทก์เรียกร้องให้ครบถ้วน
หากผู้เช่าซื้อขาดนัดหรือมิได้นำสืบพยานหลักฐานเกี่ยวกับสถานะการชำระหนี้ วันที่ส่งมอบรถ และเอกสารรับมอบรถ ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญอาจมิได้เข้าสู่การพิจารณาของศาลอย่างครบถ้วน
##บทสรุป
การคืนรถในขณะที่ไม่ค้างชำระค่าเช่าซื้อเป็นข้อต่อสู้ที่มีหลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีการองรับ แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ในวันที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับมอบรถคืน ผู้เช่าซื้อมิได้ตกเป็นผู้ผิดนัด มิได้ประพฤติผิดสัญญา และไม่มีหนี้ที่ถึงกำหนดต้องชำระ
ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1203/2565 การส่งมอบรถคืนในพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 สัญญาจึงเลิกกันโดยมิได้เกิดจากการผิดสัญญาของผู้เช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามข้อสัญญาที่อาศัยเหตุแห่งการผิดสัญญา
แม้ผู้เช่าซื้อจะลงลายมือชื่อในหนังสือแสดงเจตนาคืนรถซึ่งระบุให้รับผิดชำระส่วนที่ขาด เอกสารดังกล่าวย่อมไม่มีผลบังคับ หากเป็นเพียงการรับสภาพว่ามีหนี้ค่าขาดราคาอยู่ ทั้งที่คู่สัญญาไม่มีมูลหนี้ดังกล่าวต่อกัน
อย่างไรก็ดี ผลแห่งคดียังขึ้นอยู่กับข้อสัญญา ประวัติการชำระเงิน วันที่ผู้ให้เช่าซื้อรับมอบรถ ข้อความในเอกสารคืนรถ ตลอดจนลักษณะและจำนวนเงินที่เรียกร้อง จึงจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นรายกรณี
หากได้รับหนังสือทวงถามหรือหมายศาลเกี่ยวกับค่าขาดราคาภายหลังการคืนรถ สามารถนำสัญญาเช่าซื้อ หลักฐานการชำระเงิน เอกสารรับมอบรถ และเอกสารทางคดี มาตรวจสอบข้อเท็จจริงและประเมินแนวทางต่อสู้คดีกับ สำนักกฎหมายนิติอัครา ทนายความ ผ่าน LINE Official: @niti-akara

